ทำไม Covid-19 ถึงตรวจเจอยาก แล้วอะไรล่ะที่จะมาช่วยให้ตรวจเจอ? 

ทราบหรือไม่ความร้ายกาจของเจ้าโคโรน่าไวรัส (novel coronavirus 2019) นั้นอยู่ตรงที่ความสามารถที่ตัวไวรัสนั้นจะสามารถซ่อนตัวอยู่ในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง หรือ แถวหลอดลมลงจนไปถึงขั้วปอดของคนเรานั่นเอง ซึ่งในช่วงแรก ๆ ผู้ป่วยอาจจะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ ออกมาให้เห็นเลย ทำให้การตรวจยืนยันโคโรน่าไวรัสนั้น ลำบากขึ้นไปอีก เพราะถ้ามีการเก็บ sample เฉพาะระบบทางเดินหายใจส่วนบนก็อาจทำให้ตรวจเชื้อไม่พบ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การแพร่กระจายเกิดขึ้นในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา

ปัจจุบันวิธีการตรวจมาตราฐาน (Gold standard) ที่ใช้ในการตรวจสกรีนโรคโควิด 19 นั้นคือการนำเสมหะไปตรวจโดยใช้เทคนิค real-time reverse-transcriptase polymerase chain reaction (rRT-PCR) คือการตรวจหาสารพันธุกรรมว่ามีการเรียงตัวเหมือนเจ้าโคโรน่าไวรัส 2019 (SARS-CoV-2) นี้หรือไม่  ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทันสมัยและมีโอกาสการตรวจพบมากที่สุด และรู้ผลได้ในระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งในหลายประเทศพยายามที่จะผลิต test kit ให้ประชาชนสามารถตรวจได้ในวงกว้างมากขึ้น ลดอัตราความเสี่ยงในการพบปะผู้คนระหว่างการเดินทางไปตรวจ

แต่อย่างไรก็ตามในประเทศจีนก็ยังมีกรณีของเด็กชายอายุ 10 เดือนที่ผ่านการตรวจ rRT-PCR แล้วพบว่าเป็นเพียงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แบบที่ไม่รุนแรงเท่าไหร่นัก แต่ที่น่าแปลกใจคือพ่อแม่ และ พี่สาวของตน ตรวจพบเชื้อ COVID-19 ประมาณ 2 วันก่อนหน้า ทางโรงพยาบาลจึงได้กักตัวคนไข้นั้นไว้ก่อน และทำการตรวจซ้ำด้วย CT scan และ rRT-PCR ซึ่งใน CT scan พบร่องรอยของการอักเสบของปอดหลายจุดและมีร่องโรยโรคที่กินปริมาณถึง 13.3% ของเนื้อปอด แต่พอตรวจซ้ำด้วย rRT-PCR ครั้งที่สองก็ยังไม่พบเชื้อ SARS-CoV-2 จนกระทั่งตรวจซ้ำครั้งที่ 3 ถึงจะพบเชื้อดังกล่าวเป็นบวก

ในอีกกรณีหนึ่งคือชายอายุ 36 ปีที่ประเทศจีนพบว่ามีไข้สูงติดต่อมา 5 วันแต่ไม่มีประวัติการใกล้ชิดผู้ป่วย COVID-19 ชายคนนี้มาด้วยอาการที่ระบบทางเดินหายใจคือหายใจไม่สะดวกและมีอาการคอแห้ง ๆ แต่ไม่มีอาการไอ มีเสมหะ หรือ น้ำมูกไหล เลย ซึ่งพอได้ตรวจด้วย CT scan และใช้ AI ช่วยในการอ่านผล พบว่ามี ร่องรอยโรคปอดอักเสบที่มีการกระจายตัวอยู่ในปอดขวาล่าง และมีร่องโรยโรคที่กินปริมาณถึง 8.9% ของเนื้อปอด แต่พอมีการตรวจด้วยเทคนิค rRT-PCR พบว่าผลที่ออกมาคือไม่พบเชื้อ SARS-CoV-2 ในการตรวจครั้งแรก แต่พบเชื้อในการตรวจครั้งที่สอง

ข้อคิดที่ได้จากสองเคสนี้คือ ถึงแม้ rRT-PCR จะเป็น Gold standard ของการตรวจโรค COVID-19 แต่การที่ได้ตรวจผลไม่พบเชื้อที่ผิดออกมา (false negative) อาจทำให้เกิดผลลบต่อการควบคุมการระบาด ฉะนั้นวิธีที่ดีในการคัดกรองโรคนี้จะต้องอาศัยการทดสอบในหลายรูปแบบประกอบกันเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำที่สุด ซึ่งเทคโนโลยีของ Deep learning ปัจจุบันจะสามารถมาช่วยทำงานส่วนนี้ให้แพทย์ได้ ทั้งได้ผลที่รวดแร็วและเป็นตัวช่วยให้การคัดกรองมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองขั้นแรกด้วยภาพเอกซเรย์ปอด หรือ ภาพ CT ปอด จะสามารถมาเป็นตัวช่วยคัดกรองโรคแล้วจึงใช้วิธี rRT-PCR เพื่อยืนยันอีกครั้ง

ที่มา: Korea Journal Radiology: False-Negative Results of Real-Time Reverse-Transcriptase Polymerase Chain Reaction for Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus 2: Role of Deep-Learning-Based CT Diagnosis and Insights from Two Cases https://doi.org/10.3348/kjr.2020.0146


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *