Artificial Intelligence for Radiology: ปัญญาประดิษฐ์ช่วยรังสีแพทย์ได้อย่างไร

ทุกวันนี้หลาย ๆ คนอาจจะเริ่มได้ยินถึงการนำ AI มาใช้ในวงการแพทย์มากขึ้น ส่วนคนที่ทำงานด้านสาธารณสุขหลายท่านคงได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำการปฏิวัติวงการแพทย์ หนึ่งในสาขาที่เป็นสาขาเป้าหมายของปัญญาประดิษฐ์คือสาขารังสีวิทยา วันนี้เพอเซ็ปทราจะขอเล่าให้ฟังถึง 3 สิ่งที่ AI จะสามารถเข้ามาช่วยเหลือแพทย์ในสาขารังสีวิทยาได้อย่างไร

1. AI ช่วยเพิ่มการเข้าถึงรังสีแพทย์ที่ปัจจุบันมีจำนวนไม่พอกับความต้องการของประชาชน 

จากข้อมูลแพทย์สภาในปี 2557 พบว่าทั้งประเทศไทยมีแพทย์รังสีวินิจฉัยทั้งสิ้นอยู่จำนวน 781 คน  และมีจำนวนเพียง 127 คนที่สังกัดอยู่ในโรงพยาบาลรัฐบาล ซึ่งเทียบกับจำนวนที่ต้องการจริงเป็นจำนวน 1,035 คน จะเห็นว่าแพทย์รังสีวินิจฉัยเป็นสาขาหนึ่งที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ และมีการกระจายตัวของบุคคลากรที่น้อยด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกันการผลิตบุคคลากรรังสีแพทย์จำเป็นจะต้องใช้เวลาในการเรียนและปฏิบัติอย่างน้อย 10 ปี ถึงจะเป็นรังสีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญได้ ยิ่งทำให้กลายเป็นปัญหาที่หาทางออกได้ยาก เฉพาะฉะนั้นการนำเครื่องมืออย่าง AI เข้ามาใช้เพื่อช่วยลดงานรังสีแพทย์ และทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรังสีแพทย์ได้ในทุกพื้นที่ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อการแพทย์ไทย
ปัจจุบันนี้เราสามารถที่จะสอน AI ให้เข้าใจภาพเอกซเรย์และทำการวินิจฉัยความผิดปกติเบื้องต้นได้ ยิ่งถ้าสอนด้วยภาพจำนวนมาก และภาพที่มีคุณภาพจะทำให้ AI มีความสามารถในการวินิจฉัยความผิดปกติเบื้องต้นได้ทัดเทียมกับแพทย์รังสีวินิจฉัยในเวลาอันสั้นเลยทีเดียว
บางคนอาจจะมีข้อสงสัยว่ารังสีแพทย์คือแพทย์สาขาอะไรและทำอะไรบ้างสามารถอ่านติดตามต่อได้ที่นี่ค่ะ

2. AI ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรังสีแพทย์ให้ดียิ่งขึ้น

เนื่องจากจำนวนภาพเอกซเรย์มีจำนวนมาก ไม่ว่าจะมาจากการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน การตรวจ follow up หรือ การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค ซึ่งแน่นอนว่าจำนวนภาพถ่ายจะมีจำนวนมากเกินกว่าที่รังสีแพทย์จะตรวจได้ทั่วถึง การนำ AI มาใช้จะช่วยให้การคัดกรองความผิดปกติจากภาพถ่ายเอกซเรย์เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการทดลองของเพอเซ็ปทรา AI สามารถอ่านภาพได้ด้วยความเร็ว 350 ภาพต่อนาที ความรวดเร็วของการวินิจฉัยนี้เองทำให้ AI จะกลายเป็นเครื่องมือที่แพทย์ขาดไม่ได้ในโลกอนาคตเพราะอัลกอริทึมสามารถทำหน้าที่ในการดูภาพ ตัดสินใจเบื้องต้นและช่วยในการออกรายงานแทนแพทย์ได้ในขณะที่แพทย์สามารถมุ่งความสนใจไปกับเคสที่ยากได้อย่างเต็มที่ หรือให้เวลากับการสอนผู้ป่วยเพื่อดูแลสุขภาพได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยจากการศึกษาของเพอเซ็ปทรา ด้วยความแม่นยำและความรวดเร็วดังกล่าวนี้ AI สามารถลดงานแพทย์รังสีได้ถึง 20 – 40% จากการช่วยคัดกรองภาพรังสีที่ผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้รังสีแพทย์มีเวลาเพิ่มขึ้นในการวินิจฉัยภาพที่มีความยากมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถรับงานเพิ่มในส่วนที่ส่งมาจากโรงพยาบาลอื่นนอกพื้นที่ได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

3. AI ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและลดความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้องของแพทย์

นอกจากความเร็วในการคัดกรองแล้ว การนำ AI ที่ใช้ระบบ deep learning เข้ามาช่วยในการวินิจฉัยโรคจากภาพ (medical images) ให้ผลวินิจฉัยที่มีความแม่นยำใกล้เคียงกับแพทย์อีกด้วย เนื่องจากอัลกอริทึมได้เรียนรู้การประมวลผลภาพจากข้อมูลการวินิจฉัยของผู้เชี่ยวชาญหลายท่านจากทั้งในและต่างประเทศที่ได้รับมาตรฐานรับรอง ทำให้โอกาสที่จะวินิจฉัยผิดเพราะการขาดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญนั้นน้อยลง

ยิ่งไปกว่านั้น AI สามารถบ่งชี้ตำแหน่งที่สงสัยว่ามีความผิดปกติเพื่อช่วยให้แพทย์เพิ่มความสนใจในการวินิจฉัยในตำแหน่งดังกล่าวได้สะดวกรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้ตรวจพบความผิดปกติของผู้ป่วยได้ถูกต้องและรวดเร็ว (Early detection) และให้การรักษาก่อนที่จะมีอาการรุนแรงขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย และยังช่วยลดโอกาสที่แพทย์จะถูกฟ้องร้อง และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาอีกด้วย ถือว่า วิน-วิน-วิน ทั้งสำหรับโรงพยาบาล แพทย์ และผู้ป่วยเลยทีเดียว


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *